[Celebrating Pride Month] LGBTQIA+ กับเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่ลดช่องว่างด้วยความเข้าใจ


เทคโนโลยีต้อง “มองเห็น” ผู้ใช้งาน


เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดมาจากการ ‘มองเห็น’ และ ‘เข้าใจ’ ผู้ใช้งานเสมอ Telehealth หรือเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกลที่เป็นการนําบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาพยาบาลไปสู่ประชาชน ผ่านช่องทางสื่อสารโทรคมนาคมชนิดต่างๆ เป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ที่มีมายาวนาน แต่มีบทบาทมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและถูกกระตุ้นให้ใช้อย่างแพร่หลายในช่วงของการระบาดของโควิด-19


Telehealth อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป ผู้ใช้งานมีความหลากหลายมากขึ้น เป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้น จึงเกิดเป็น Telehealth ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQIA+ (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, Queer หรือ Questioning, Intersex, Asexual และอื่น ๆ ) ยิ่งเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น การพบแพทย์ด้วยช่องทางนี้จึงเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการและแพทย์ได้มองเห็นหน้าและสนทนากันได้ทั้ง 2 ฝ่ายแบบ real-time ผ่านระบบ VDO Conference


Telehealth จึงเป็นเทคโนโลยีที่ทั้งสามารถ ‘มองเห็น’ กันและกันในมิติของการพบแพทย์ด้วยเทคโนโลยีผ่านกล้อง และเป็นการ ‘มองเห็น’ ที่มีความหมายโดยนัยว่า ไม่ว่าคุณจะมีอัตลักษณ์ทางเพศแบบใด ความต้องการเข้าถึงระบบสุขภาพขั้นพื้นฐาน เป็นธรรมและตอบโจทย์ความต้องการก็ถูก ‘มองเห็น’ เช่นเดียวกัน


บทความจาก Tech By True Digital ในวันนี้ ขอร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month ในเดือนมิถุนายนของทุกปีหรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ด้วยการพูดถึง Telehealth สำหรับกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะ เพื่อที่จะตอกย้ำว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกิดจากความเข้าใจ ไม่เพียงแค่ย่อโลกอันห่างไกลแต่กลับทำให้เราได้เข้าใจ เข้าใกล้และมองเห็นกันมากขึ้น


หากไม่เข้าใจ ใกล้แค่ไหนก็ไกล


ระยะทางอาจไม่ใช่สาเหตุหลักของการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่การถูกเลือกปฏิบัติและการตีตราเมื่อจำเป็นต้องเข้ารับบริการทางการแพทย์ก็ทำให้คนในหลากหลายกลุ่มอัตลักษณ์ถูกกันออกจากการเข้าถึงทางการแพทย์ไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยมีผลสำรวจจาก National Center for Transgender Equality สหรัฐอเมริกาพบว่า 23% ของคนข้ามเพศ หรือ Transgender ในสหรัฐอเมริกา รู้สึกกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากการรับบริการสุขภาพ, 33% ถูกปฏิเสธการรักษา หรือถูกคุกคามระหว่างการรักษา และมีถึง 55% ถูกปฏิเสธความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลประกันสุขภาพจากโรคที่เกี่ยวเนื่องจากการผ่าตัดแปลงเพศ


สำหรับในประเทศไทยแม้ข้อมูลทางสถิติจะยังไม่ปรากฏชัด แต่ปัจจุบันมีรายงานจากทีมวิจัยร่างยุทธศาสตร์สุขภาวะกลุ่มประชากร LGBTIQN+* ในประเทศไทย ปี 2564-2566 ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ที่ระบุว่ากลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยประสบกับความเป็นธรรมทางสุขภาพ และเข้าไม่ถึงระบบการประกันสุขภาพ ทำให้เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก