6 เทรนด์เทคโนโลยีปี 2022 อยู่กับโควิด-19 แบบ Next Normal EP.2/2



ในตอนที่แล้ว Tech By True Digital พาไปทำความรู้จัก 3 เทรนด์แรกจาก 6 เทรนด์ที่ถูกคาดการณ์จาก Deloitte’s 13th annual “Tech Trends” report ว่าจะเป็นเทรนด์ของเทคโนโลยีที่องค์กรจะนำไปปรับใช้ในปี 2022 ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยสำคัญไม่เพียงแค่แวดวงเทคโนโลยีเท่านั้นแต่ส่งผลกับธุรกิจโดยรวมในปี 2022 เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่กับโควิด-19 แบบ Next Normal ได้ ใน EP. นี้จะพามาต่อกับอีก 3 เทรนด์สำคัญสุดท้าย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพ IT ทั้งสิ้น ดังนี้



Trend 4: IT, Disrupt Thyself: Automating At Scale: IT ดิสรัปต์ตัวเองเป็นระบบอัตโนมัติ


แผนกไอทีในแต่ละองค์กรอาจเคยทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนงาน เป็นหลังบ้านให้กับองค์กร เช่น การมอนิเตอร์และจัดเก็บข้อมูล การรับคำร้องจากหน่วยงานภายในให้ตรวจสอบหรือแก้ไขระบบ หรือแม้กระทั่งงานประเภทการลงโปรแกรม เป็นต้น แต่เมื่อต้องเผชิญกับความซับซ้อนทางเทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้นและความคาดหวังด้านความเสถียรและความพร้อมใช้งานที่มากขึ้นของระบบต่าง ๆ ในองค์กร จากนี้ไปแผนกไอทีจะผันตัวเองให้เป็นธุรกิจแห่งอนาคต และดิสรัปต์ตนเองให้กลายเป็นการทำงานแบบเชิงรุก


Deloitte ระบุว่า Chief Information Officer (CIO) ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในองค์กร จะเริ่มปรับปรุงแผนกไอที โดยดูตัวอย่างของบริษัทผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่แสดงให้เห็นในช่วงศตวรรษที่ผ่านมานี้ว่า การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในงานนั้น สามารถลดงานซ้ำซ้อน งานที่ทำซ้ำ ๆ ในปริมาณมาก ทั้งยังช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดข้อผิดพลาดและยังปรับปรุงคุณภาพได้ตลอดเวลา โดยขณะที่คนก็สามารถโยกย้ายไปทำงานด้านอื่นหรืองานที่ต้องใช้ทักษะสูงกว่างานประจำอย่างที่เคยทำมา


ระบบ IT แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพ มีความเสถียร คล่องตัว และรวดเร็วนั้น จะเกิดจากการผสมผสานทั้งด้านวิศวกรรม ระบบอัตโนมัติและการบริการตนเอง โดยจะเป็นการใช้ Software และ Hardware ควบคู่กันไป มีการนำระบบใหม่เข้ามาร่วมทำงานมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นเทรนด์ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็น Cloud, Blockchain, Machine Learning และระบบอัตโนมัติ เพื่อจัดการระบบที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถปรับปรุงประสบการณ์โดยรวมของทั้งลูกค้าภายในและภายนอกองค์กรในการใช้บริการ โดยลดการทำงานแบบ Physical ลงเพื่อการประมวลผลที่แม่นยำมากขึ้น แต่ยังต้องคงความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ และที่สำคัญต้องยืดหยุ่นที่จะเป็นระบบที่เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน


ตัวอย่าง UiPath ปูทางสู่ความสำเร็จของระบบอัตโนมัติด้านไอที


UiPath เป็นบริษัทผู้พัฒนาและให้บริการแพลตฟอร์ม Robotic Process Automation (RPA) หรือระบบอัตโนมัติของกระบวนการหุ่นยนต์ มาตั้งแต่ปี 2005 โดย UiPath ได้เปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านระบบอัตโนมัติของตนเองไปสู่ธุรกิจไอทีโดยจับทางการนำระบบอัตโนมัติไปใช้ในแผนกไอทีขององค์กรที่ตนเองดูแล ทำให้ทีมงานไม่เพียงแค่สามารถควบคุมแพลตฟอร์มการทำงานระบบอัตโนมัติเท่านั้น แต่ยังสามารถปรับกระบวนการทำงานไอทีภายในให้เป็นระบบอัตโนมัติได้อีกด้วย อาทิ การรับคำร้องจากหน่วยงานภายใน การลงโปรแกรม หรือการตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านไซเบอร์ เป็นต้น นอกจากนี้ UiPath ยังทำงานร่วมกับแผนกไอทีเพื่อสร้าง IT Playbook ที่รวบรวมกรณีศึกษา วิธีการจัดลำดับความสำคัญของงาน ทั้งจากปริมาณงานสูงสุดและมูลค่างานที่มีมูลค่าต่ำที่สุด และยังสร้างภาพลักษณ์ของไอทีที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมให้กับองค์กรหรือแบรนด์นั้น ๆ เช่น ให้ผู้ดูแลระบบหรือแอดมิน สอนวิธีการใช้แพลตฟอร์ม RPA ของตนในการทำงานข้ามแผนกหรือในงานที่มีกระบวนการที่แตกต่างกันให้สำเร็จ เช่นเดียวกับที่พนักงานไอทีคนหนึ่งสามารถทำได้


การให้ระบบอัตโนมัติทำงานไอทีในลักษณะนี้ ทำให้พนักงานไอทีขององค์กรสามารถมุ่งเน้นไปที่การทำงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น หรือสามารถออกแบบระบบการทำงานอัตโนมัติเพิ่มเติม ซึ่งผลที่ตามมา คือการมีวงจรอัตโนมัติที่เติบโตอย่างต่อเนื่องภายในแผนกไอที พนักงานพร้อมใจสร้างสรรค์แนวคิดเกี่ยวกับระบบอัตโนมัติมากขึ้น หุ่นยนต์ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการไอที นอกจากนี้ ทั้ง AI และ Machine Learning ในแพลตฟอร์มจะวิเคราะห์การทำงานอัตโนมัติและสามารถแนะนำการปรับปรุงในจุดที่สามารถยกระดับการทำงานขององค์กรได้ โดย UiPath มองว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างระบบอัตโนมัติแบบ End-to-End ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและธุรกิจในที่สุด


Trend 5: Cyber AI: Real Defense: การป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่แท้จริง


แม้จะมีการลงทุนจำนวนมากเกี่ยวกับเทคโนโลยีความปลอดภัย แต่องค์กรก็ยังต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีทางไซเบอร์ เพราะอาชญากรทางไซเบอร์ทุกวันนี้มีการพัฒนากลยุทธ์ที่รวดเร็วและนำหน้าเทคโนโลยีอยู่เสมอ ในขณะที่หน่วยงาน Cybersecurity ในองค์กรกลับเผชิญกับปริมาณงานที่ล้นมือ ทั้งยังมีความซับซ้อนและความยากลำบากในการตรวจจับการโจมตีทางไซเบอร์ ประกอบกับช่องทางที่สามารถถูกโจมตีได้ขององค์กรนั้นกำลังขยายตัวแบบทวีคูณ ทั้งจากการใช้งาน 5G ที่เติบโตขึ้นพร้อม ๆ กับจำนวนอุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่าย การทำงานแบบ Remote Working ที่เปิดช่องให้ผู้โจมตีเจาะเข้าสู่ระบบปฏิบัติการขององค์กรได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นต้น


ในขณะที่มูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็นสองเท่า จาก 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2015 เป็น 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2021 นี้ และจะเพิ่มเป็น 10.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 ในขณะที่ AIG ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ว่า ตั้งแต่ปี 2018 เฉพาะการโจมตีระบบฐานข้อมูลขององค์กรด้วยแรนซัมแวร์ (Ransomware) เพื่อเรียกค่าไถ่ข้อมูลนั้นมีอัตราการเติบโตสูงถึง 150%