รู้จัก Web 3.0 Ep.2: ความจริงอีกด้านหนึ่ง



ในตอนที่แล้ว Tech By True Digital พาไปทำความรู้จักทุกเรื่องของ Web 3.0 ตั้งแต่วิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ตในแต่ละยุคที่ผ่านมา ไปจนถึงความหวัง ความฝันและความจริงของแนวคิด Web 3.0 ที่ถูกขนานนามว่าจะเป็นยุคใหม่แห่งโลกของการเชื่อมต่อ ในตอนที่ 2 นี้ เราจะพาไปดูความจริงอีกด้านของ Web 3.0 ถึงความเป็นไปได้ในการใช้งานได้จริงและสิ่งที่ยังต้องตั้งคำถามให้กับวิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่นี้


ความจริงอีกด้านหนึ่ง


ท่ามกลางความหวังจากแนวคิด Web 3.0 ที่จะกลายเป็นโลกยุคใหม่แห่งการเชื่อมต่อให้ผู้ใช้งานได้เป็นเจ้าของข้อมูลอย่างแท้จริง ได้รับการประมวลผลให้เป็นไปตามการใช้งานอย่างแม่นยำ และยังสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ไม่ต้องห่วงการถูกแบนด้วยระบบอัลกอริธึมที่ไม่ ‘เข้าใจ’ การใช้งานนั้น ยังคงมีหลายคำถามและความท้าทายเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเทคโนโลยีและการใช้งานที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น


เพราะแนวคิดของ Web 3.0 โดยเฉพาะประเด็นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบไร้ตัวกลางนั้น ทำให้เกิดคำถามหลายประการตามมา เช่น ผู้ใช้งานจะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร แบบไหนจึงจะเรียกว่าเป็นการเข้าถึงเว็บไซต์แบบไร้ตัวกลางที่แท้จริง ในเมื่อปัจจุบันเรายังพึ่งพาผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในการเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตอยู่ โดยในด้านเทคนิค ปัจจุบัน Web 3.0 ยังมีข้อจำกัดเรื่องประสิทธิภาพและความสามารถในการสเกลระบบ (Scalability) ที่ทำให้การดำเนินธุรกรรมบน Web 3.0 ทำได้ช้ากว่าบนเว็บแบบรวมศูนย์หรือ Centralized เพราะการประมวลผลในการทำธุรกรรมใดนั้นต้องรอการดำเนินการของผู้มีสิทธิหรือ Validator หรือ โหนด (Node) จากเครือข่ายทั่วทั้งโลกด้วย


แนวคิดอินเทอร์เน็ตแบบไร้ตัวกลางของ Web 3.0 ที่ไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มกลาง

ที่มา: https://www.npr.org/


นอกจากนี้ แม้การมอบอำนาจผู้ใช้งานในการควบคุมเนื้อหาและข้อมูลได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม จะเพิ่มสิทธิและเสรีภาพมากให้กับผู้ใช้งานบนโลกดิจิทัล ก็ยังคงมีคำถามตามมาถึงเรื่องการควบคุมลักษณะและมาตรฐานเนื้อหาที่ถูกผลิตออกมา ว่าในขอบเขตของสิทธิและเสรีภาพนั้น ตรงไหนจึงจะเป็นมาตรฐานที่เหมาะสมในยุค Web 3.0 ที่จะไม่เป็นภัยหรือเบียดเบียนสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้งานอื่น ๆ เช่นกัน


ในขณะเดียวกัน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็ดูจะเป็นประเด็นที่ Web 3.0 ยังต้องพิสูจน์เดิมพัน เหตุเพราะ Web 3.0 นั้นถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาบนพื้นฐานของ Blockchain ซึ่งยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้พลังงานมหาศาลในการทำธุรกรรมในระบบ เพราะ Blockchian ที่เป็นระบบการเก็บข้อมูลแบบไร้ตัวกลางนั้นใช้การทำงานแบบ ‘Consensus Algorithm’ หรือพึ่งพาการตรวจสอบและฉันทามติจากผู้คนในเครือข่ายของบล็อกเชนหรือที่เรียกว่า Proof of Work ที่เป็นการให้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายช่วยกันแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ เพื่อยืนยันความถูกต้องในการทำธุรกรรม หากใครแก้สมการได้ก่อน ก็จะมีสิทธิ์ในการบันทึกธุรกรรมข้อมูลลงไปในเครือข่าย และจะมีคนอื่น ๆ ในเครือข่ายมาช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องให้อีกทอดหนึ่ง


ซึ่งแม้ว่าจะเป็นวิธีที่ให้ความปลอดภัยสูงมาก แต่ก็ใช้กำลังไฟในระบบมหาศาลเช่นกัน เพราะเพียงการทำธุรกรรมเพียง 1 ธุรกรรม ก็ต้องใช้คนในเครือข่ายในการยืนยันความถูกต้อง ซึ่งนั่นหมายถึงการใช้กำลังไฟในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเครือข่ายทั้งระบบ การใช้พลังงานจำนวนมหาศาลนี่เองจึงมีส่วนทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอน ที่มาของวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก โดย Blockchain ที่ใช้ระบบ Proof of Work อาทิ Bitcoin, Ethereum และ Litecoin เป็นต้น


อย่างไรก็ตามในปัจจุบันก็เริ่มมี Blockchain ที่ใช้การทำงาน Consensus Algorithm ในรูปแบบใหม่ ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า นั่นคือการทำงานแบบ Proof of Stake ที่ระบบจะสุ่มผู้มีสิทธิตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมที่เกิดขึ้น เพื่อเข้ามาทำก