ผจญเพลิงไม่ผจญภัย: นวัตกรรมสู้อัคคีภัยที่ช่วยลดความเสี่ยงให้นักผจญเพลิง


จากความยากลำบากของสภาวการณ์เพลิงไหม้ การมองเห็นที่จำกัด การทำงานแข่งกับเวลา หรืออุปกรณ์สนับสนุนที่ไม่เพียงพอ ทำให้การเข้าระงับเหตุอัคคีภัยของนักผจญเพลิงกลายเป็นความเสี่ยงในการผจญภัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้


Tech By True Digital วันนี้เรารวบรวมเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริงแล้วสำหรับการดับเพลิง ที่ช่วยให้การควบคุมไฟเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงและการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและผู้ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัยจากครัวเรือน อุตสาหกรรมหรือไฟป่า ให้การทำงานของนักผจญเพลิงไม่ใช่การผจญภัยอีกต่อไป


โดรน


การใช้โดรน หรือ อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicles : UAV) ในภารกิจดับเพลิงถือเป็นหนึ่งในพระเอกของเทคโนโลยีที่ช่วยให้การดับเพลิงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการสูญเสียชีวิตของนักผจญเพลิงและผู้ประสบภัย เพราะโดรนเคลื่อนย้ายง่าย เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าหรือไฟไหม้อาคารสูง และไม่เพียงแค่ช่วยในการดับไฟเท่านั้นเพราะโดรนยังช่วยสำรวจจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้ หาตำแหน่งผู้ประสบภัย และยังขนส่งอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการปฏิบัติการดับเพลิงได้อย่างตรงจุด


โดรนในภารกิจดับเพลิงมีหลากหลายและเป็นที่นิยมใช้ดับเพลิงทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยมีตัวอย่างโดรนที่ถูกพัฒนาโดยคนไทยเพื่อดับไฟป่าโดยเฉพาะและโดรนสำหรับการจัดการอัคคีภัยบนตึกสูงของต่างประเทศ ดังนี้


โดรนดับไฟป่าฝีมือคนไทย

ที่มา: https://dxc.thaipbs.or.th/post-special/firefighting-drones


โดรนที่พัฒนาขึ้นโดยสมาคมกีฬาเครื่องบินขนาดเล็กและวิทยุบังคับเพื่อดับไฟป่าโดยเฉพาะตัวนี้ มีคุณลักษณะพิเศษที่สามารถบินเป็นฝูงพร้อมกันได้ และทิ้งบอลดับเพลิงลงเป้าหมายแทนการใช้คนบังคับอย่างแม่นยำ โดยสามารถบรรทุกลูกบอลดับเพลิงได้ถึง 4 ลูก ควบคุมได้ในรัศมีไกลถึง 7 กิโลเมตรจากจุดปล่อย และมีกล้องตรวจจับความร้อนที่ถูกเขียนคำสั่งให้ทำงานอัตโนมัติเมื่อตรวจเจอไฟและความร้อนไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด โดยโดรนจะทิ้งลูกบอลดับเพลิงไปยังจุดที่กำลังเกิดเพลิงไหม้และแนวที่ไฟกำลังจะลุกลามต่อไปได้เองอย่างแม่นยำแม้ผู้ควบคุมจะมองไม่เห็นเป้าหมายด้านล่างในจุดเกิดเหตุก็ตาม ซึ่งเหมาะสำหรับการรับมือไฟป่าที่รกทึบ มืดสนิท ช่วยลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่และจัดการกับไฟป่าได้อย่างทันท่วงที


โดรนดับเพลิงอัจฉริยะรองรับน้ำหนักมากรายแรกของโลก

(The world’s first large-payload intelligent aerial firefighting solution)

ที่มา: https://dronelife.com/


โดรนดับเพลิงรุ่น 216F จากบริษัท Ehang สัญชาติจีน ที่เคลมว่าเป็น “The world’s first large-payload intelligent aerial firefighting solution” หรืออากาศยานดับเพลิงอัจฉริยะรองรับน้ำหนักมากรายแรกของโลกสามารถบรรทุกโฟมดับเพลิงได้มากถึง 150 ลิตรและระเบิดดับเพลิง 6 ลูกในการเดินทางหนึ่งครั้ง และยังบินสูงได้ถึงระดับความสูง 600 ฟุต มีกล้องคลื่นแสงที่ปรับซูมได้ 10 เท่าซึ่งช่วยระบุตำแหน่งเพลิงไหม้ได้อย่างแม่นยำ และเคลื่อนที่ไปยังจุดเกิดเพลิงไหม้ พร้อมทั้งเลเซอร์ชี้เป้า อุปกรณ์ตัดถ่างหน้าต่าง พร้อมหัวฉีดน้ำแรงดันสูง 10 เมตร


หมวกนิรภัย C-THRU


หรือชื่อเต็มคือ C-THRU Visual Communication platform จากบริษัท “Qwake Technologies” เป็นการใช้เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และการใช้ Computer Vision หรือการวิเคราะห์ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว มาช่วยประมวลผลและประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้าของเหตุไฟไหม้ ช่วยนักดับเพลิงในการตัดสินใจเข้าช่วยผู้ประสบภัยและดับเพลิงได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ


ที่มา: https://www.qwake.tech/


หมวกนิรภัย C-THRU ที่ถูกใช้งานจริงแล้วในทีมนักดับเพลิงจาก Boston Fire Department เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้นักดับเพลิงมองเห็นสถานการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่งสมชื่อ เพราะนอกจากจะเป็นหมวกนิรภัยที่ติดกล้องและอุปกรณ์นิรภัยที่จำเป็นแล้ว คุณลักษณะของหมวกนิรภัย C-THRU ยังถูกออกแบบมาเพื่อลดความซับซ้อนในการทำความเข้าใจสัญญาณภาพแบบเดิม ที่นักดับเพลิงอาจมองเห็นด้วยตาเปล่าและใช้เวลาในการประมวลผล แล้วสื่อสารไปยังทีมเพื่อประเมินสถานการณ์ที่มีความตึงเครียดสูงและจำเป็นต้องตัดสินใจ


เพราะ หมวกนิรภัย C-THRU มีแอปพลิเคชันบนแท็บเล็ตที่รันซอฟต์แวร์ในการประสานชุดคำสั่งและซอฟต์แวร์วิดีโอที่ส่งภาพไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ให้หัวหน้าทีมและนักดับเพลิงในทีมทราบสถานการณ์ร่วมกัน สื่อสารกันเพื่อตัดสินใจในสถานการณ์เสี่ยง เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยหรือดับไฟอย่างรวดเร็ว แม่นยำ, พร้อมทั้งยังมีระบบเก็บข้อมูลเหตุการณ์บนคลาวด์, เครื่องมือนำทางแบบ AR เพื่อติดตามตำแหน่งและชี้จุดสังเกต, การตรวจจับวัตถุกีดขวาง


เช่น เส้นรอบวัตถุ รูปทรงของวัตถุ ช่วยให้สามารถมองทะลุควันไฟและความมืด และตรวจจับนักดับเพลิงที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน


ด้วยน้ำหนักเทียบเท่าไอโฟน 2 เครื่องและมีฟีเจอร์ที่ทดแทนอุปกรณ์ เช่น ไฟฉาย วิทยุสื่อสาร ทำให้หมวกนิรภัยนี้ช่วยลดสัมภาระที่นักดับเพลิงต้องนำติดตัวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เพิ่มความคล่องตัวได้เป็นอย่างดี


ฟีเจอร์ตรวจจับวัตถุกีดขวางด้วยการแสดงเส้นสีเขียวให้เห็นเป็นรูปร่างของคนและสิ่งของที่อาจมองไม่เห็นในห้องที่เต็มไปด้วยควันไฟและความมืด

ที่มา: https://www.cnet.com/tech/


เครื่องดับเพลิงด้วยคลื่นเสียง


แม้ว่าการพัฒนาเครื่องดับเพลิงด้วยคลื่นเสียงจะเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2015 โดย 2 นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย George Mason รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ที่พัฒนาชุดดับเพลิงขนาดกะทัดรัดจากคลื่นเสียงสำหรับใช้ในครัวเรือน แต่เทคโนโลยีนี้กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมสำคัญของการดับเพลิง เพราะอยู่ในระหว่างการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับจากการใช้ดับไฟในครัวเรือนเป็นการดับไฟป่าที่กลายเป็นปัญหาสำคัญของหลายประเทศในขณะนี้


เครื่องดับเพลิงด้วยคลื่นเสียงมีหลักการทำงานด้วยการปล่อยคลื่นเสียงเบสความถี่ต่ำ (30 ถึง 60Hz) ไปอังกับเปลวไฟ เพื่อผลักแยกอ็อกซิเจนซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการเกิดไฟออกจากเชื้อเพลิง ทำให้ไฟดับอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งน้ำหรือสารเคมี


Seth Roberson และ Viet Tran เจ้าของนวัตกรรมเครื่องดับเพลิงด้วยคลื่นเสียง

ที่มา: https://edition.cnn.com/


หุ่นยนต์ดับเพลิง


มีการนำหุ่นยนต์มาใช้ในการดับเพลิงเพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตของนักดับเพลิงในหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย เพราะหุ่นยนต์นั้นสามารถทำงานด้วยระบบควบคุมระยะไกล ทำให้นักดับเพลิงสามารถค้นหาต้นตอของเพลิงไหม้และดับไฟได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงอันตราย


หุ่นยนต์ดับเพลิงป้องกันแรงระเบิด มีขา ตาและจมูกของจีน