เลือกตั้งด้วยเทคโนโลยี เข้าคูหาไม่ต้องใช้ปากกาแล้ว



เพื่อให้เข้ากับกระแสของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ Tech By True Digital จะพาไปทำความรู้จักการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเลือกตั้ง ที่หลาย ๆ ประเทศรวมถึงไทยเองนำมาใช้ เพื่อยกระดับการเลือกตั้งด้วยเทคโนโลยีให้มีความรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใส เรียกได้ว่าทำให้เราเข้าคูหาแบบไม่ต้องใช้ปากกาอีกแล้ว


E-voting หรือระบบการลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ คือการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการลงคะแนนและนับคะแนนในการเลือกตั้ง ทดแทนบัตรลงคะแนน เพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการเลือกตั้ง ตั้งแต่การลดต้นทุนการผลิตบัตรเลือกตั้ง เพิ่มความสะดวกในการลงคะแนน ลดการลงคะแนนที่ไม่ถูกต้องหรือบัตรเสีย นับคะแนนได้อย่างโปร่งใสและถูกต้อง ทำให้สามารถทราบผลการเลือกตั้งได้อย่างรวดเร็ว และช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ในกระบวนการเลือกตั้งอีกด้วย โดยมีประเทศที่ใช้ E-voting อาทิ อินเดีย เอสโตเนีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และนอร์เวย์ เป็นต้น


การลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ 1) การลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเครื่องเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่หน่วยเลือกตั้ง และ 2) การลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ทางไกล หรือการลงคะแนนผ่านอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า i-voting


1) การลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเครื่องเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่หน่วยเลือกตั้ง เป็นการลงคะแนนผ่านเครื่องเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Voting Machine หรือ EVM) ในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเครื่องดังกล่าวยังใช้ในการลงคะแนนและนับคะแนนเสียงเลือกตั้งอีกด้วย


อินเดีย เป็นตัวอย่างประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้เครื่องเลือกตั้ง EVM ในการเลือกตั้ง โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1977 ในการเลือกตั้งท้องถิ่น และใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปทั้งประเทศเมื่อปี 2004 โดยเครื่อง EVM จะตั้งอยู่ที่หน่วยเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนด้วยการกดปุ่ม ซึ่งอินเดียได้เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้ให้กับเครื่อง EVM ด้วยเครื่องพิมพ์ผลการเลือกตั้งด้วยกระดาษ หรือ Voter Verifiable Paper Audit Trial (VVPAT) ที่เชื่อมระบบเข้ากับเครื่อง EVM เพื่อให้ผู้ลงคะแนนสามารถตรวจสอบได้ว่าผลโหวตของตนถูกต้องตามที่ลงคะแนนไปหรือไม่


โดยเมื่อมีการลงคะแนน สลิปจะถูกพิมพ์บนเครื่องพิมพ์ VVPAT ที่มีหมายเลขประจำเครื่อง ชื่อและสัญลักษณ์ของผู้สมัครที่ถูกลงคะแนน และปรากฏผ่านหน้าจอเป็นเวลา 7 วินาที สำหรับให้ผู้ลงคะแนนตรวจสอบว่าถูกต้องตรงตามที่โหวตไป หลังจากนั้น สลิปนี้จะตกลงไปอยู่ในกล่องที่ปิดมิดชิดของ VVPAT เพื่อใช้ในการนับคะแนน


--- เครื่อง VVPAT ที่ติดตั้งกับเครื่องเลือกตั้ง EVM ของอินเดีย ---

ที่มา: https://www.thenewsminute.com/


ในปี 2019 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของอินเดียและถือเป็นการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเพราะมีผู้มีสิทธิออกเสียงถึง 900 ล้านคน มีหน่วยเลือกตั้งถึง 1 ล้านแห่ง และต้องแบ่งการเลือกตั้งออกเป็น 39 วัน แต่นับผลเลือกตั้งในวันเดียวกัน ผลปรากฏว่า การนับสลิป VVPAT ตรงกับการลงคะแนนแบบ 100% และยังสร้างสถิติไม่มีบัตรเสียแม้แต่ใบเดียว ทั้งยังสามารถประหยัดเวลาการนับคะแนนจากเดิมที่ใช้เวลา 30-40 วัน เหลือเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้เครื่อง EVM ในการเลือกตั้ง


ไทย ประเทศไทยเองก็มีเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งเช่นกัน โดยถูกเรียกว่า Thai Voting Machine ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและเตรียมความพร้อมภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีความเห็นว่า เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาการวินิจฉัยบัตรดี บัตรเสียที่มักถูกร้องเรียนมาบ่อยครั้ง ลดการใช้กระดาษสำหรับพิมพ์บัตรเลือกตั้ง และลดงบประมาณในการเลือกตั้งได้ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำ Thai Voting Machine ไปทดสอบการใช้งานในการเลือกตั้งตามหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และการเลือกตั้งภายในของพรรคการเมือง ซึ่งได้มีการพัฒนาเครื่องเลือกตั้งนี้เป็นรุ่นที่ 4 แล้ว แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการกับการเลือกตั้งระดับชาติ


ปัจจุบัน Thai Voting Machine ที่ถูกรับรองและจดลิขสิทธิ์โดย กกต. นั้นเป็นรุ่นที่ 4 ที่ถูกกำหนดว่าต้องคงไว้ซึ่งเสมือนการเลือกตั้งลักษณะเดิม ต้องมีลักษณะเหมือนบัตรเลือกตั้ง กล่องใส่คะแนนเลือกตั้งและสามารถรวมผลคะแนนเลือกตั้งได้ ทั้งแบบนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งหรือนับคะแนนที่เขตเลือกตั้ง


--- เครื่องลงคะแนนเลือก Thai Voting Machine รุ่นที่ 4 ---

ที่มา: https://www.nong-namsai.go.th/


2) การลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ทางไกล หรือการลงคะแนนผ่านอินเทอร์เน็ต (i-voting) เป็นการลงคะแนนเสียงทางอินเทอร์เน็ตจากที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมายังหน่วยเลือกตั้ง


เอสโตเนีย ถือเป็นประเทศตัวอย่างของการเลือกตั้งแบบ i-voting ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และมีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาใช้ในการจัดการเลือกตั้งอีกด้วย เอสโตเนียใช้วิธีการลงคะแนนการเลือกตั้งแบบ i-voting มาตั้งแต่ปี 2005 และมีการปรับปรุงระบบให้สะดวกและง่ายต่อผู้ใช้สิทธิมาโดยตลอด


--- วิดีโอสอนการลงคะแนนเลือกตั้งแบบ i-voting ของเอสโตเนีย ---

ที่มา: https://e-estonia.com/solutions/e-governance/e-democracy/


ระบบการลงคะแนนเลือกตั้งของเอสโตเนียล่าสุดที่ใช้เมื่อปี 2019 อนุญาตให้ผู้ลงคะแนนสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์จากที่ไหนก็ได้เพื่อใช้สิทธิลงคะแนน และสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้ตามระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งของเอสโตเนียกำหนด โดยการลงคะแนนนั้นทำโดยเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งบนเว็บไซต์เลือกตั้ง ด้วยบัตรประจำตัวประชาชนหรือรหัสเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ผ่านการรับรอง เข้ามายืนยันตัวตนในระบบ เมื่อลงคะแนนแล้ว ข้อมูลจะถูกเข้ารหัส (Encrypted) ไว้ และถูกจัดส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์รวมคะแนน ทุก ๆ ครั้งที่มีคะแนนเข้ามาในระบบ จะมีการประทับเวลา (Time Stamp) เอาไว้ด้วย


และเนื่องจากเอสโตเนียอนุญาตให้ผู้ลงคะแนนเปลี่ยนแปลงการลงคะแนนของตัวเองได้บ่อยเท่าที่ต้องการจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งจริง ระบบก็จะอัปเดตการลงคะแนนเสียงให้ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง และประทับเวลาทุกครั้งเมื่อคะแนนถูกส่งเข้ามายังระบบ เพื่อยืนยันว่าคะแนนถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์แล้ว จัดเก็บไว้บนระบบบล็อกเชนเพื่อทำหน้าที่พิสูจน์การมีอยู่จริงของบัตรลงคะแนนนั้น ๆ (Proof of Existence) โดยระบบยังออกแบบให้ผู้ใช้สิทธิสามารถตรวจสอบการลงคะแนนของตัวเองได้ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองใช้ในการลงคะแนนไม่มีมัลแวร์ฝังตัวอยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการบล็อกการลงคะแนนได้


--- i-voting ของเอสโตเนีย ---

ที่มา: https://www.europarl.europa.eu/