top of page

ส่องหน้าที่ AI ให้อยู่ร่วมกันได้แบบไม่ต้องมีใครตกงาน

Updated: Jul 12, 2023



Summary

  • ความสามารถของ AI ในการทำงานได้เสมือนมนุษย์ทำให้มีความกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงานและทำให้คนตกงานมากขึ้น

  • มุมมองเชิงลบนี้อาจทำให้หลายคนหวั่นวิตก แต่แท้จริงแล้วหากใช้ AI ให้เป็นประโยชน์อาจส่งผลดีต่อชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันมากกว่าจะถูก AI เข้ามาแทนที่

  • อยู่กับ AI และใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ในการทำงาน เช่น เป็นผู้ช่วยในการแบ่งเบาภาระงานซ้ำซ้อน งานที่อาจทำให้เราเสียเวลาแต่ละวันมากเกินไป หรืองานพื้นฐาน เช่น จดบันทึกการประชุม แปลภาษา ถอดเทป เพื่อช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • นอกจาก AI ในระดับบุคคลที่เป็นผู้ช่วยในชีวิตประจำวัน ยังมีอิทธิพลเชิงบวกในระดับอุตสาหกรรมทั้งการแพทย์ การศึกษา ธุรกิจการค้า การคมนาคมขนส่ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการและไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของผู้คน

  • ทั้งนี้เทคโนโลยี AI ก็ควรมีข้อกฎหมายหรือกรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการใช้ AI อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์

__________________________________________________________________________________


“AI จะเข้ามาแย่งงานและทำให้คนตกงานมากขึ้น” คำกล่าวนี้อาจได้ยินบ่อยครั้ง ประกอบกับเมื่อการมาถึงของ ChatGPT ของ OpenAI และ Bard A.I ของ Google ที่ทำงานได้เสมือนมนุษย์จากคำสั่งง่าย ๆ ไม่กี่บรรทัดเท่านั้น ก็ดูเหมือนจะทำให้คำกล่าวนี้ดูไม่เกินจริงเลย แต่แท้จริงแล้วเทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือแทนที่งานที่ตนเองเคยเชี่ยวชาญจริงอย่างที่กังวลหรือไม่นั้น Tech By True Digital ขอชวนดูหน้าที่ของ AI ในชีวิตประจำวันของเรา ลองดูในอีกมุมมองว่า AI อาจไม่ได้มาแย่งงานเสมอไปแต่เป็นผู้ช่วยชั้นดีตั้งแต่การทำงานไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อที่เราจะได้รู้เท่าทันเทคโนโลยีและสามารถอยู่ร่วมกันได้แบบที่ไม่ต้องมีใครตกงาน


รู้จักประเภทและความสามารถของ AI ก่อนคิดไปไกลถึงขั้นตกงาน

ก่อนจะกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงานเรา เพราะ AI มีความสามารถเทียบเท่ากับมนุษย์นั้น มาดูกันว่า AI ที่เราใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวัน จะด้วยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม แบ่งออกเป็นกี่ประเภท และตอนนี้เราอยู่ในช่วงการพัฒนาระดับใดของ AI ความสามารถของมันเทียบเท่ามนุษย์แล้วหรือไม่ เพื่อจะได้รู้ว่าเราสามารถคิดไปไกลขนาดนั้นได้แล้วหรือยัง


ประเภทของ AI ตามความสามารถทางการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ

  1. Artificial Narrow Intelligence (ANI) เป็น AI ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะเจาะจง มีความถนัดเฉพาะทาง เช่น ระบบการแนะนำสินค้าในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ หรือระบบที่ช่วยทำนายราคาหุ้น เป็นต้น ANI มีการใช้ Natural Language Understanding (NLU) และ Large Language Model (LLM) หรือแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ ที่สามารถวิเคราะห์และประมวลผลข้อความจำนวนมหาศาล ทำความเข้าใจโครงสร้างและความหมายรูปแบบประโยค และเรียนรู้การประมวลผลได้เป็นธรรมชาติเหมือนภาษาคนทั่วไป ทำให้ AI ประเภทนี้ ฉลาดมากขึ้นในการทำความเข้าใจและสร้างข้อความ ทำให้การสื่อสารเป็นไปได้อย่างธรรมชาติ เหมือนคนสนทนากัน อาทิ Siri ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามทั่วไป หรือ ChatGPT ที่เป็นแชตบอต เป็นต้น ซึ่ง ANI ไม่สามารถทำงานได้นอกเหนือจากหน้าที่ที่ถูกออกแบบมา

  2. Artificial General Intelligence (AGI) เป็น AI ในระดับสูงขึ้นที่สามารถแก้ปัญหาได้กว้างขึ้น ทำงานและคิดอย่างเป็นมนุษย์ในทุกด้าน เริ่มมีสามัญสำนึกด้วยตัวเอง คิด เข้าใจ เรียนรู้ ยืดหยุ่นและปรับปรุงตัวเองในการทำงานเพื่อประยุกต์ใช้ความสามารถตัวเองในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เองใกล้เคียงกับมนุษย์ อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน AGI ยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาที่ยังเป็นความท้าทายของนักพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และปัญญาประดิษฐ์ โลกของเรายังไม่มี AI ที่พัฒนาได้ถึงขั้น AGI

  3. Artificial Super Intelligence (ASI) AI ที่มีความสามารถเหนือกว่ามนุษย์ เกิดจากการรวมความรู้จากหลากหลายแขนง ทั้งวิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์, ศิลปะ, วิทยาการคอมพิวเตอร์, และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทำให้เป็น AI ที่มีสามัญสำนึกและการตื่นรู้ ฉลาดมากกว่ามนุษย์ในทุกศาสตร์ความรู้ที่มนุษย์มี สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนอย่างมากหรือปัญหาที่มนุษย์ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มี AI ประเภท ASI และยังไม่มีการพัฒนา AI เพื่อไปสู่ขั้น ASI


3 ประเภทของ AI ตามความสามารถทางการเรียนรู้


เมื่อดูตามประเภทของ AI และระดับของการพัฒนา AI แล้วจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันยังไม่มี AI ที่มีความสามารถเทียบเท่าหรือมากกว่ามนุษย์ที่พอจะทำให้ AI เข้ามาแย่งงานได้ หากแต่ AI สามารถเป็นผู้ช่วยของมนุษย์ที่จะมาแบ่งเบาภาระงานบางประเภท ช่วยให้ทำงานได้รวดเร็ว ประหยัดเวลาในการทำงาน ให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสร้างความสะดวกสบายให้ไลฟ์สไตล์อันหลากหลายในชีวิตประจำวันของผู้คน มาดูกันว่า AI เป็นผู้ช่วยในการทำงานและไลฟ์สไตล์เราได้ในรูปแบบไหน และมีตัวอย่างเครื่องมือ AI ที่ถูกพัฒนาออกมาใช้งานแล้วอะไรบ้าง


AI ในการทำงานประจำวัน


อันที่จริงแล้ว AI ในชีวิตการทำงานประจำวัน หากไม่ได้ใช้ในขั้นสูง เช่น ช่วยในการวิเคราะห์ดาต้าเพื่อออกแคมเปญการตลาด พัฒนาแชตบอตเพื่อตอบคำถามลูกค้า หรือกระทั่งการใช้ AI เพื่อช่วยแปลงภาษาธรรมชาติหรือ Natural Language ให้เป็น Code Javascript หรือ Python เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชัน นั้น เราสามารถใช้ AI ให้เป็นผู้ช่วยจัดการงานประเภทจุกจิก ยิบย่อย งานพื้นฐานหรืองานซ้ำ ๆ ได้เป็นอย่างดี อาทิ การช่วยจัดการข้อมูลในการประชุม ตั้งแต่สรุปการประชุม ถอดเทปการประชุม บันทึกการประชุม การสร้างรูปภาพเพื่อใช้ในการนำเสนองาน การเขียนอีเมลหรือช่วยปรับปรุงภาษาเขียน หรือกระทั่งช่วยตอบคำถามพื้นฐานต่าง ๆ


ตัวอย่างของ AI ในการทำงานประจำวัน อาทิ


Jamie เลขา AI สรุปประชุมได้ในหลักวินาที


งานสรุปการประชุมเป็นงานที่สามารถยกให้ผู้ช่วยทำได้ เพื่อที่เราจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น และหากเราไม่ได้มีเลขาเพื่อสรุปการประชุมเป็นของตัวเอง ก็สามารถใช้เลขา AI อย่าง Jamie ทำให้เราได้ Jamie เป็นเครื่องมือที่ช่วยจดบันทึกการประชุมที่ผ่านการบันทึกเสียง และสรุปข้อมูลการประชุม แสดงภาพรวมที่เป็นประเด็นสำคัญที่มีการพูดคุยกันในที่ประชุม ซึ่ง Jamie สามารถใช้ได้ทั้งกับการประชุมออนไลน์ อย่าง Zoom, Microsoft Teams และ Google Meet และยังใช้งานสำหรับการประชุมแบบออฟไลน์ได้อีกด้วย


Jamie สรุปการประชุมจากไฟล์เสียงออกมาเป็นตัวหนังสือ

ที่มา: https://www.meetjamie.ai/


นอกเหนือจาก Jamie แล้วยังมี AI ที่ทำหน้าที่ช่วยจัดการการประชุมในลักษณะนี้ อาทิ Otter, ZoonIQ และ Avoma เป็นต้น


Jasper AI Copy Writer ช่วยงานเขียน


Jasper เป็นโปรแกรม AI ช่วยเขียนยอดนิยมที่ถูกเทรนการเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญการเขียนเพื่อการโฆษณา โดยเขียนได้ตั้งแต่อีเมล บทความ ขายสินค้าบนออนไลน์ พาดหัวข่าว หรือข้อความที่ใส่ในวิดีโอ โดยสามารถสร้าง Jasper เป็น extension ของบราวเซอร์ได้ ส่วนใหญ่แล้ว Jasper ใช้เพื่อช่วยเขียน content เพื่อธุรกิจ โดยจะมีการปรับเนื้อหาที่ถูกเขียนออกมาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลักษณะงานเขียน อาทิ หากเขียน content ขายของบนอีคอมเมิร์ซ Jasper ก็จะใช้คำที่เหมาะสมและสอดคล้องต่อการทำ SEO เพื่อให้ถูกค้นหาได้โดยง่าย หรือการร่วมมือกับ Partner เพื่อช่วยในการเขียน เช่น Grammarly เพื่อช่วยปรับปรุงไวยากรณ์หรือเครื่องหมายวรรคตอนในงานเขียน เป็นต้น


Jasper มีให้เลือกมากกว่า 52 รูปแบบการเขียน อาทิ บทความ สื่อโฆษณา พาดหัวบนเฟซบุ๊ค เป็นต้น


โดย AI ในลักษณะการช่วยเขียนนี้มีอีกหลากหลายแบรนด์ อาทิ ComposeAI, Pragma, Craftly และ CopyAI ที่รองรับภาษาไทย เป็นต้น


AI Art สร้างรูปภาพจากข้อความ


แพลตฟอร์ม อาทิ Midjourney ของ Leap Motion, DALL-E ของ OpenAI และ Imagen ของ Google ที่ช่วยสร้างรูปภาพและงานศิลปะ หรือ AI Art ทำงานโดยใช้เทคโนโลยี Text-to-Image Generator ที่ให้ AI เรียนรู้จากชุดข้อมูลรูปภาพจำนวนมหาศาลที่ถูกป้อนเข้าไปให้ฝึกฝน เมื่อเราต้องการรูปแบบแบบไหน เพียงป้อนข้อความหรือคีย์เวิร์ดที่อยากให้มีในภาพ AI ก็จะสร้างภาพออกมาให้นำไปใช้ได้ทั้งส่วนตัวและเชิงพาณิชย์ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพลตฟอร์มพัฒนาโปรแกรมสร้างภาพศิลปะหรือ AI Art ได้ที่ AI in Your [Emotive] Area: ภาพฝัน ศรัทธา และใจประดิษฐ์ ได้ที่นี่


หรือกระทั่งฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดจาก Adobe Photoshop Beta version ในชื่อ Generative Fill หรือ AI Image Generate ที่ผู้ใช้งานเพียงพิมพ์ Prompt หรือข้อความที่ต้องการให้ Photoshop ทำให้โดยที่ไม่ต้องลงมือรีทัชหรือตัดต่อเอง อาทิ ทำการต่อเฟรมภาพเมื่อต้องการเพิ่มพื้นที่ภาพ เปลี่ยนแบ็คกราวด์ ลบวัตถุ หรือตัดต่อใส่วัตถุอื่น ๆ ลงในภาพ เป็นต้น


Adobe Photoshop Generative Fill หรือ AI Image Generate

ที่มา: https://blog.adobe.com/


อย่างไรก็ตามในการใช้เครื่องมือ AI ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์สาธารณะหรือ Public AI เพื่อช่วยในการทำงาน ต้องระมัดระวังไม่นำข้อมูลที่เป็นความลับองค์กร เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า หรือข้อมูลอ่อนไหวขององค์กร ไปใช้หรือเปิดเผยแก่ Public AI เพราะนอกจากจะเป็นการละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยขององค์กรแล้วยังอาจนำไปสู่ข้อมูลรั่วไหลและอาจสร้างความเสียหายต่อบริษัทได้


AI เพื่อการทำงานในอุตสาหกรรม


บทบาทของ AI ถูกใช้งานในหลากหลายธุรกิจทั้งเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้า และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับการผลิตสินค้า การให้บริการ รวมถึงระดับงานที่ต้องการการวิเคราะห์จากข้อมูลที่ซับซ้อนในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ด้านสาธารณสุข AI สามารถเรียนรู้ฟิล์ม X-Ray ของผู้ป่วย จนสามารถแยกแยะความปกติ และความผิดปกติเพื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็ว การคมนาคมขนส่ง AI ในยานยนต์ไร้คนขับหรือการวางแผนเส้นทางในการขนส่งที่สามารถใช้ AI ประเมินสภาพการจราจรและข้อบังคับเกี่ยวกับเส้นทางที่ใช้ สถาบันการเงิน AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะเตือนลูกค้าในการทำธุรกรรมที่กำลังจะมาถึง เช่น จ่ายสินเชื่อบ้าน ธุรกิจการค้า AI เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อทำนายแนวโน้มตลาด และช่วยในการตัดสินเรื่อง Supply และ Demand ของธุรกิจ รวมถึงการจัดการหน้าร้าน ภาครัฐ นำ AI มาช่วยวิเคราะห์การยื่นภาษีของประชาชน, การใช้ใน Chatbot ถาม-ตอบด้วยข้อความอัตโนมัติของสำนักงาน หรือ E-document การกรอกเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วยการดึงข้อมูลจากบัตรประชาชน เป็นต้น


ตัวอย่างของ AI เพื่อการทำงานในอุตสาหกรรม อาทิ


ศิริราชใช้ AI อ่านฟิล์ม X-Ray ผู้ป่วยแม่นยำถึง 99%


โครงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาอ่านฟิล์มเอกซเรย์ ของภาควิชารังสีวิทยาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มมาตั้งแต่ปี 2019 และมีการปรับปรุงให้มีความแม่นยำมากขึ้นมาโดยตลอด ล่าสุด AI ของโรงพยาบาลศิริราชสามารถวิเคราะห์โรคได้ 8 โรคโดยแบ่งเป็นความแม่นยำตั้งแต่ 89% จนถึง 99% ตามแต่โรค โดย AI จะทำการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ จากนั้นจะไฮไลท์สีต่าง ๆ เพื่อระบุความน่าจะเป็นของโรคจากที่ฟิล์มเอ็กซเรย์แสดงผล และยังสามารถวัดขนาดของหัวใจเพื่อใช้ร่วมในการวิเคราะห์และวินิจฉัยโรคอื่น ๆ ได้อีกด้วย โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19 AI ได้ช่วยอ่านเคสไปกว่า 250,000 เคส ซึ่งช่วยลดภาระงานของทีมรังสีแพทย์ได้เป็นอย่างมาก และช่วยในการวินิจฉัยโรคและทำการรักษาได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีอีกด้วย


นอกจากนี้ยังมีโครงการ AI Chest 4 All ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์ AI อ่านฟิล์มเอกซเรย์อัตโนมัติเพื่อช่วยคัดกรองโรคด้านทรวงอกที่เหมาะสำหรับคนไทย อาทิ วัณโรค มะเร็งปอด ความผิดปกติของหัวใจ ความผิดปกติภายในทรวงอก ใช้เวลาประมวลผลเพียง 1 วินาที ให้ค่าความแม่นยำกว่า 90%


AI อ่านฟิล์มเอ็กเซรย์ทรวงอก ไฮไลท์สีเพื่อระบุความเป็นไปได้ของโรค


Lotus’s Pick & Go by True Digital ร้านค้าอัจฉริยะไร้พนักงาน


ร้านค้าแบบ Unmanned Store หรือร้านค้าไร้พนักงานแห่งแรกของประเทศไทย โดยการนำเทคโนโลยี AI จาก True Virgo AI จากทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ที่มีกล้องอัจฉริยะเพื่อทำให้เป็นร้านค้าปลีกที่มีระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Fully Automated) ซึ่งคอนเซ็ปต์ของ Lotus’s Pick & Go by True Digital ที่ โลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์ คือ การเข้าใช้งานร้านค้าด้วยการสแกน QR Code ผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet หยิบสินค้า แล้วเดินออกจากร้าน ระบบจะทำการคำนวณราคาสินค้าและจัดการชำระค่าสินค้าอัตโนมัติ


ภายใน Lotus’s Pick & Go by True Digital

ที่มา: www.truedigital.com


แพลตฟอร์ม True Virgo AI ประกอบด้วยกล้องอัจฉริยะที่ทำงานตั้งแต่การสแกนสินค้าเพื่อจำแนกประเภทสินค้าและราคาภายในร้าน เมื่อมีลูกค้าเข้าร้าน กล้องก็จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของลูกค้าภายในร้านเพื่อดูการหยิบจับสินค้าและการจับวาง ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่มีการเก็บข้อมูลลูกค้าแบบระบุตัวบุคคลเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล จากนั้นลูกค้าก็สามารถเดินออกจากร้านได้เลยโดยที่ไม่ต้องผ่านระบบแคชเชียร์ เพราะกล้องจะทราบว่าลูกค้าหยิบสินค้าใดออกจากร้าน ทำให้ระบบสามารถเรียกเก็บเงินอัตโนมัติจาก TrueMoney Wallet ได้ทันที ซึ่งแพลตฟอร์ม True Virgo AI ได้ถูกนำไปใช้ในส่วนอื่น อาทิ ส่วนสโตร์ของโลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์ ซึ่งเป็น สาขาต้นแบบ SMART Community Center และมีแผนที่จะขยายการใช้งานไปยังโลตัส สมาร์ทสโตร์อื่น ๆ อีกต่อไป


ลูกค้าหยิบสินค้าแล้วเดินออกจากร้านพร้อมระบบชำระค่าสินค้าอัตโนมัติ จาก Lotus’s Pick & Go by True Digital

ที่มา: www.truedigital.com


True Virgo AI ถือเป็นนวัตกรรม Retail Tech ที่จะเข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมค้าปลีกของไทย ด้วยการพลิกโฉมร้านค้าปลีกแบบเดิมให้เป็นร้านค้าปลีกอัจฉริยะที่มีระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ซึ่งเทคโนโลยีจาก True Virgo AI คือตัวอย่างของการนำ AI เข้ามาใช้ในธุรกิจค้าปลีกที่ได้ประโยชน์ทั้งฝั่งผู้ประกอบการและลูกค้า โดยสำหรับผู้ประกอบการ จะช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน งาน routine ของระบบปฏิบัติการร้านค้า เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านค้าให้กับผู้ประกอบการ รวมทั้งสามารถต่อยอดให้กับผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกได้อีกหลายมิติ อาทิ การนำเสนอสินค้าและโปรโมชันแบบเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น (Hyper-Personalization) ได้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปวางแผนการตลาดที่เกิดจากการเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การจัดชั้นวางสินค้าและพื้นที่ในร้านค้า การใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ระบบความปลอดภัย รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสินค้าในร้านสูญหาย เป็นต้น


True Virgo AI พลิกโฉมร้านค้าปลีกแบบเดิมให้เป็นร้านค้าปลีกอัจฉริยะระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

ที่มา: www.truedigital.com


ในขณะเดียวกันลูกค้าก็จะได้ประโยชน์จากร้านค้าปลีกอัจฉริยะ โดยตอบโจทย์ความต้องการให้กับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของผู้คนที่ต้องการซื้อสินค้าแบบสะดวกรวดเร็ว และยังสร้างประสบการณ์ชอปปิ้งในรูปแบบใหม่ที่รวดเร็วและอัจฉริยะให้กับลูกค้าอีกด้วย


True Virgo AI เป็นการผสมผสานการทำงานของหลากหลายเทคโนโลยีดิจิทัล ประกอบด้วย

  • True Virgo AI แพลตฟอร์มอัจฉริยะเชื่อมต่อการทำงานของกล้อง AI ที่สามารถเพิ่มฟังก์ชันอีกหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของร้านค้าปลีกยุคใหม่

  • กล้อง AI อัจฉริยะ สามารถเรียนรู้และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับและบันทึกข้อมูลภายในร้าน ซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy)

  • Digital Price Label ป้ายราคาระบบดิจิทัล ปรับเปลี่ยนราคาสินค้าต่าง ๆ ได้ทันทีตามต้องการ

  • Digital Payment System ระบบชำระเงินแบบดิจิทัล และ

  • DataVisor แพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลแบบองค์รวม วิเคราะห์และประมวลผลแบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงผลข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ผ่านแดชบอร์ด เพื่อให้ร้านค้าสามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปใช้ในการบริหารจัดการร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AI อยู่ในชีวิตประจำวันของเราโดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม การปรับตัว รู้เท่าทันและใช้ประโยชน์ด้านบวกจากเทคโนโลยีให้เป็นอาจทำให้เรามีมุมมองใหม่ต่อเทคโนโลยีเหนือคำกล่าวที่ชวนหวั่นวิตกว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่คนทำงาน แต่อย่างไรก็ตามเพราะความสามารถหลายด้านของ AI นี่เองก็มีคนแสวงหาผลประโยชน์ด้านลบเช่นกัน ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมจากเทคโนโลยี AI ควรมีการทำงานร่วมกันเพื่อออกข้อกฎหมายหรือกรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการใช้ AI อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์


อ่านและรับฟัง Original Content ที่เกี่ยวข้องกับ AI จาก True Digital Group เพิ่มเติม


ที่มา:


bottom of page