รู้จัก 8 ผู้หญิงที่ #BreakTheBias ในแวดวงเทค



เพราะเพศสภาพไม่ใช่ตัวกำหนดความสามารถในบทบาทหน้าที่ของการทำงาน และในวันนี้ เราเริ่มเห็นผู้หญิงในตำแหน่งระดับสูง หรือมีอำนาจตัดสินใจอยู่ในระดับหัวแถวขององค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยในโอกาส International Women’s Day หรือวันสตรีสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมนี้ Tech By True Digital จึงขอร่วมเชิดชูผู้หญิงทุกท่านที่ได้กรุยทาง ก้าวข้ามขีดจำกัด ต่อสู้กับมายาคติทางเพศที่เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สร้างเวทีสำหรับอนาคตให้ผู้หญิงด้วยกัน ทำให้เกิดความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อโลกที่ดีกว่า และเท่าเทียม ตามแคมเปญ #BreakTheBias ของวันสตรีสากลในปีนี้ โดยได้หยิบยกเรื่องราวของนักคิด นักพัฒนาหญิงเบื้องหลังความสำเร็จของเทคโนโลยีที่มีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราในแง่มุมต่าง ๆ 8 ท่าน ดังนี้


Fei-Fei Li – นักวิจัยและพัฒนา AI ผู้ขจัดอคติบนโลกปัญญาประดิษฐ์



Fei-Fei Li เป็นศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัย Standford สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ระดับแนวหน้าของโลก โดยเป็นผู้สร้าง ImageNet (Image-Net.org) ที่เป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการพัฒนาหรือ ‘สอน’ ให้คอมพิวเตอร์สามารถจดจำภาพและแยกแยะวัตถุจากภาพ รวมถึงข้อมูลเชิงลึกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เธอเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ของ Google Cloud ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการซึ่งเป็นที่ยอมรับในแวดวง AI มากมาย อาทิ AutoML สำหรับใช้ในการเทรน AI ให้ทำงานเฉพาะทางได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะลาออกเพื่อมาทำงานวิจัยและพัฒนาที่ Stanford Human Centered AI Institute โดยมีโปรเจกต์สำคัญคือ การสร้างอัลกอรึธึมที่ชาญฉลาดด้วยความไวเทียบเท่ามนุษย์ และที่สำคัญคือ การลดอคติใน AI ที่ถูกสร้างและถ่ายทอดโดยมนุษย์ ถือเป็นโปรเจกต์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตมนุษย์ในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะในวันที่ AI เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา แม้ในมุมที่มองไม่เห็น


Fei-Fei Li เชื่อว่า AI กำลังกำหนดโลกของเรามากขึ้นทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่การตัดสินว่านักโทษประเภทไหนจะได้ผ่อนผันโทษ ควรส่งลูกเข้าโรงเรียนไหน ผู้สมัครคนใดควรถูกจ้างมาทำงานนี้ หรือแม้กระทั่งการจ่ายยาให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่ใช้ AI เข้ามาช่วยทำงาน ซึ่งอคติบน AI นั้นมีอยู่จริง เพราะแม้อัลกอริธึมที่ขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์อาจดูเหมือนเป็นกลาง แต่ข้อมูลและแอปพลิเคชันที่กำหนดผลลัพธ์ของอัลกอริธึมเหล่านั้นยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์ป้อนให้ และหากมนุษย์ที่ควบคุมมีภูมิหลัง ประสบการณ์และทัศนคติที่ไม่หลากหลายเพียงพอ การป้อนข้อมูลเพื่อกำหนดผลลัพธ์ของปัญญาประดิษฐ์ก็อาจเกิดความลำเอียงได้ อาทิ การอนุมัติสินเชื่อด้วย AI ที่ไม่เป็นธรรมกับคนผิวสี เพราะเกิดจากการฝึก Neural Network ใน AI ที่ออกแบบระบบโครงข่ายคอมพิวเตอร์ให้เลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ที่มีประสบการณ์จดจำใบหน้ามนุษย์ที่เป็นคนผิวขาวเท่านั้น ส่งผลให้เกิดการสร้างแบบจำลองที่ไม่เป็นธรรมกับคนผิวสี เมื่อทำงานกับคนผิวสี การตัดสินใจของ AI อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น


เมื่ออคติของมนุษย์ซึ่งแม้อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ได้รับการถ่ายทอดเข้าสู่ระบบอัลกอริธึม สามารถบ่อนทำลายความก้าวหน้าทางสังคม และก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมต่อไปได้ Fei-Fei Li จึงมุ่งมั่นขจัดอคติและความลำเอียงดังกล่าว #BreakTheBias เพื่อให้แน่ใจว่า เมื่อคอมพิวเตอร์ทำการตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปอย่างยุติธรรม


Hedy Lamarr - นักแสดงสาวสวยผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยี Wi-Fi, GPS และ Bluetooth



นักแสดงสาวสวย ผู้ใช้ความสามารถด้านคณิตศาสตร์และวิศวกรรมที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ในการพัฒนาอุปกรณ์ส่งสัญญาณวิทยุในชื่อ "Secret Communications System" ที่เธอคิดค้นร่วมกับเพื่อนนักประดิษฐ์อย่าง George Antheil โดยอุปกรณ์นี้ทำหน้าที่เปลี่ยนคลื่นความถี่วิทยุ ที่ถูกนำไปใช้ในกองทัพของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อป้องกันการล้วงข้อมูล ถอดรหัสและการรบกวนสัญญาณวิทยุจากฝ่ายอักษะ (เยอรมัน) ในช่วงสงคราม ซึ่งระบบนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรในปี 1942 และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของเทคโนโลยีในการสื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือ, Wi-Fi, GPS และ Bluetooth ที่เราใช้กันอย่างคุ้นเคยในปัจจุบัน


นอกจากการเป็นนักแสดงที่โด่งดัง ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยและการแสดงแล้ว Hedy Lamarr ยังเรียกได้ว่าเป็นนักสิทธิสตรีที่มาก่อนกาล เธอก้าวข้ามกำแพงความสวยและทัศนคติเหมารวมที่มองว่าผู้หญิงสวยควรสร้างเสน่ห์บนหน้าจอทีวีเท่านั้น ด้วยการ#BreakTheBias สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมและมายาคติทางเพศว่าผู้หญิงไม่ใช่เพียงวัตถุทางความงาม รวมไปถึงวงการเทคโนโลยีการสื่อสารด้วยการปูรากฐานให้กับสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญที่ Disrupt วงการการสื่อสารที่ยังคงมีผลถึงปัจจุบันนี้


Joan Ball - ผู้บุกเบิกการแมตช์คู่ออนไลน์ก่อนที่เราจะได้ปัดซ้ายขวา



ก่อนจะมี Tinder, Bumble หรือ OkCupid ให้เราปัดซ้ายขวาเพื่อแมตช์คู่ของตัวเองนั้น บริษัท St. James Computer Dating Service ของ Joan Ball ในสหราชอาณาจักร มีบริการแมตช์คู่จากคอมพิวเตอร์แบบล้ำยุคล้ำสมัยมาตั้งแต่ปี 1964 แล้ว


Joan Ball ถือได้ว่าเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการจัดหาคู่ เพราะเริ่มต้นการทำงานในบริษัทจัดหาคู่ ก่อนจะมาเปิดบริษัทเป็นของตัวเองในช่วงปี 1962 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชื่อเสียงของบริษัทจัดหาคู่ถูกพูดถึงไปในทางที่ไม่ดีนัก แต่ Joan Ball ก็ประสบความสำเร็จท่ามกลางชื่อเสียของอุตสาหกรรม และที่ St. James Computer Dating Service นี่เองที่ Joan Ball เริ่มต้นการแมตช์คู่ด้วยคอมพิวเตอร์ ก่อนจะขยับขยายและเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น Com-Pat ที่ย่อมาจาก Computerized Compatibility


การทำงานแมตช์คู่ของ Joan Ball เริ่มจากการเซ็ตระบบให้คอมพิวเตอร์อ่าน Code จาก Punch Card ที่เป็นคำตอบจากแบบสำรวจผู้ใช้บริการถึงสิ่งที่คาดหวัง ชอบ หรือไม่ต้องการจากคนรัก โดยระบบจะออกแบบให้ Punch Card วิ่งผ่านช่องอ่านของเครื่องเพื่อให้เครื่องอ่านข้อมูล แล้วประมวลผลเพื่อหาชุดคำตอบของคนที่ ‘แมตช์’ กัน โดยโปรแกรมของเธอจะจับคู่ความเข้ากันได้ของคู่แต่ละคู่ในระบบ ก่อนส่งต่อไปยังผู้ใช้บริการที่จะได้รับชื่อและที่อยู่ของใครก็ตามที่พวกเขาถูกจับคู่ด้วย Joan Ball จึงถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกการ ‘แมตช์’ ในอุตสาหกรรมหาคู่ออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์เป็นคนแรก และยัง #BreakTheBias ที่มีต่อบริการจัดหาคู่ทางคอมพิวเตอร์ที่มีเพียงเธอเป็นรายเดียวที่ใช้วิธีการนี้ในช่วงเวลานั้น ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าสิ่งที่เธอทำจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมได้อย่างไร จนในทุกวันนี้การแมตช์คู่ออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมไปแล้ว ถือเป็นการวางรากฐานการนำแนวคิด Data-Driven หรือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลเพื่อสร้างจุดแข็งให้กับธุรกิจ นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างเฉพาะเจาะจง และแมตช์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมนี้


Dr. Katalin Kariko - ผู้อยู่เบื้องหลังวัคซีน mRNA



คนทั่วโลกอาจเพิ่งเคยได้ยินและเข้าใจคำว่า mRNA เมื่อไม่นานมานี้ แต่สำหรับ Dr. Katalin Kariko แล้ว เธออยู่กับคำว่า mRNA มาตั้งแต่การเริ่มพัฒนาทดลอง mRNA ในห้องแล็บ อยู่กับสายตาของหมู่เพื่อนร่วมงานที่มองว่าสิ่งที่เธอทุ่มเทนั้นเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินกว่าที่รัฐบาลจะอนุมัติ โดยยังคงรักษาความฝันที่จะได้เห็นวัคซีนชนิด mRNA ถูกใช้งานมาเป็นเวลากว่า 40 ปี เธอไม่เพียง #BreakTheBias กับมายาคติทางเพศ ในฐานะที่เป็นผู้หญิงในแวดวงวิทยาศาสตร์และนักวิจัย และในฐานะชาวต่างชาติที่อพยพเข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่เธอยังทำลายอคติในวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ไม่เชื่อมั่นในการต่อยอดเทคโนโลยีพันธุกรรมสู่การสร้างยารักษาโรคและวัคซีนในมนุษย์อีกด้วย


ต่อมา หลังการทำงานและวิจัยเพิ่มเติมร่วมกับ Dr. Drew Weissman ที่มหาวิทยาลัย Pennsylvania ในที่สุด mRNA ก็ถูกนำมาพัฒนาเป็นวัคซีนโควิด-19 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของวงการวัคซีนที่เทคโนโลยี mRNA ได้ถูกนำมาใช้ โดยความสำเร็จจากวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA นี้ ทำให้ mRNA จะถูกพัฒนาต่อยอดไปเป็นวัคซีนเพื่อใช้รักษาโรคอื่น ๆ ได้อีก อาทิ การฉีดเพื่อให้ร่างกายสร้างโปรตีนที่มีคุณสมบัติทางยาเพื่อรักษาโรคเบาหวาน วัคซีนต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ และไวรัสซิก้า เป็นต้น โดยในขณะนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและทดลองทางคลินิก


mRNA ที่ถูกพัฒนามาอย่างยาวนานในห้องแล็บจนมาถึงวันที่ได้ใช้งานเพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้คนในช่วงเวลาที่ทั้งโลกต่างประสบภั